วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ดินแดนไทยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีไทย

5-ดินแดนไทยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีไทย


ดินแดนไทยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีไทย

          เมื่อสิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  อาณาจักรสุโขทัยก็เสื่อมลง  พระมหากษัตริย์ที่สืบราชสมบัติต่อจากพ่อขุนรามคำแหง คือ พระยาเลยไทย (รัชกาลที่ 4) และพระยางั่วนำถม (รัชกาลที่ 5) ไม่สามารถรักษาอาณาจักรให้คงสภาพเดิมได้ บรรดาหัวเมืองและอาณาจักรที่เคยอยู่ในอำนาจต่างพากันแข็งเมืองตั้งตนเป็นอิสระ ในจำนวนนี้มีเมืองสำคัญคือ เมืองอู่ทอง

ชุมชนไทยก่อนการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา

            อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ก่อนที่อาณาจักรสุโขทัยจะก่อตั้งขึ้นในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ดินแดนของประเทศในอดีต เป็นแหล่งชุมชนที่มีความเจริญ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณหลายแห่ง ได้แก่ อาณาจักรทวารวดี  ฟูนัน ศรีวิชัย และนครศรีธรรมราช เป็นต้น   สันนิษฐานว่าเป็นอาณาจักรของชนชาติมอญและขอม
            การก่อกำเนิดอาณาจักรสุโขทัย เมื่อประมาณ พ.ศ.1780 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ทำสงครามขับไล่ชนชาติขอม   รวบรวมคนไทยให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้ง อาณาจักรสุโขทัยขึ้น ซึ่งในบริเวณดินแดนใกล้เคียงดังกล่าว ก็ยังมีผู้นำคนไทยที่ตั้งตัวเป็นอาณาจักรอิสระอีกแห่งหนึ่ง คือ อาณาจักรล้านนา

อาณาจักรอยุธยา พ.ศ. 1893 - 2310

            ใน  พ.ศ.  1890   ซึ่งเป็นปีที่พระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย) ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงสุโขทัยนั้น  เมืองอู่ทองเกิดภัยธรรมชาติ  ลำน้ำจระเข้สามพันตื้นเขิน  เกิดขาดแคลนน้ำ  อหิวาตกโรคระบาดทำให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก  เจ้าเมืองอู่ทองจึงอพยพผู้คนไปยังทำเลที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ (เชื่อว่าเป็นบริเวณที่เป็นวัดพุทธสวรรย์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน)  ทรงสร้างพระราชวังขึ้นที่ริมหนองโสน (บึงพระราม)  แล้วประกาศสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ใน พ.ศ. 1893  และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์  ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  (พระเจ้าอู่ทอง)   กรุงศรีอยุธยาเป็นทำเลที่มีพื้นที่อันมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ถือกันว่าเหมาะ  คือ  มีแม่น้ำ  3  สาย  ไหลผ่าน  ได้แก่

แม่น้ำลพบุรี                ไหลจากทิศเหนือโอบอ้อมไปทางทิศ
แม่น้ำเจ้าพระยา         ไหลผ่านทางทิศใต้
แม่น้ำป่าสัก                ไหลผ่านทางทิศตะวันออก

           จึงทำให้ผืนแผ่นดินนี้มีลักษณะเป็นเกาะ  เป็นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตร  สะดวกแก่การคมนาคมติดต่อกับต่างประเทศเพราะใกล้ทะเลเป็นชุมทางค้าขายที่สำคัญ  ทั้งยังมีความเหมาะสมในด้านยุทธศาสตร์  มีแม่น้ำล้อมรอบ  เป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติได้อย่างดี  ยากที่ข้าศึกจะเข้าโจมตีหรือล้อมกรุงไว้ได้นาน  เพราะเมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำก็จะท่วมถึงบริเวณนี้โดยรอบอีกด้วย

การแยกแยะหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การแยกแยะหลักฐานทางประวัติศาสตร์



การแยกแยะหลักฐานทางประวัติศาสตร์

             หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะมีการเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  เรื่องราวที่จดบันทึกไว้เรียกว่าข้อมูล  เมื่อจะใช้ข้อมูลควรต้องดาเนินการ ดังนี้

            1. การแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น ข้อมูลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นั้นจะมีทั้งข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นของผู้เขียน ผู้บันทึก หรือผู้แต่ง ข้อเท็จจริง เป็นข้อมูลจากหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งอาจตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันหรือขัดแย้งกันบ้าง แต่ความคิดเห็น เป็นส่วนที่ผู้เขียน  ผู้บันทึก  หรือผู้แต่ง ผู้ใช้หลักฐาน คิดว่าข้อมูลที่ถูกต้องน่าจะเป็นอย่างไร

            2. การแยกแยะระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เรียกว่า ข้อเท็จจริง คำว่า ข้อเท็จจริง แยกออกเป็น ข้อเท็จจริงกับข้อจริง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จึงประกอบด้วย

              ข้อเท็จจริงกับข้อจริงหรือความจริง เช่น
              เรื่องราวการเสีย กรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2112) การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2( พ.ศ. 2310 )
ความจริง คือ ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2112  และ  พ.ศ. 2310
ส่วนข้อเท็จจริง  คือ  ข้อมูลที่เป็นคำอธิบายที่ปรากฏในหลักฐานทั้งหลายว่า  ทำไมไทยจึงเสียกรุงศรีอยุธยา  เช่น

                คนไทยเตรียมตัวไม่พร้อม  ผู้น่าอ่อนแอและมีความแตกแยกภายใน  ทหารมีจำนวนน้อย  มีอาวุธล้าสมัยและมีจำนวนไม่พอเพียง ข้าศึกมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีความสามารถสูง  มีทหารจำนวนมากกว่าและมีอาวุธดีกว่า  ค าอธิบายดังกล่าวอาจถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง  ดังนั้นจึงเรียกคำอธิบายหรือเหตุผลว่า  ข้อเท็จจริง ดังนั้น  ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  นักเรียนจึงต้องค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐาน หลายแหล่งหรืออ่านหนังสือหลายเล่ม  เพื่อจะได้สามารถแยกแยะว่าเรื่องใดเป็นความจริง เรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง  เรื่องนี้ยังเป็นประโยชน์ในการรับรู้  รับฟังข้อมูลหรือเรื่องราวทั้งหลายในชีวิตประจำวันว่าเรื่องใดควรเชื่อ  และเรื่องใดไม่ควรเชื่อ



                                       ขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์

ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมาย

            ขั้นการกำหนดเป้าหมาย เป็นขั้นตอนแรก นักประวัติศาสตร์ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะศึกษาอะไร อดีตส่วนไหน สมัยอะไร และเพราะเหตุใด เป็นการตั้งคำถามที่ต้องการศึกษา นักประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการอ่าน การสังเกต และควรต้องมีความรู้กว้างๆ ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนั้นๆมาก่อนบ้าง ซึ่งคำถามหลักที่นักประวัติศาสตร์ควรคำนึงอยู่ตลอดเวลาก็คือทำไมและเกิดขึ้นอย่างไร

ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล 

            หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีทั้งที่เป็นหลักฐานชั้นต้น(ปฐมภูมิ) และหลักฐานชั้นรอง(ทุติยภูมิ) ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

            วิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ คือ การตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลในหลักฐานเหล่านั้นว่า มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานและวิพากษ์ข้อมูลโดยขั้นตอนทั้งสองจะกระทำควบคู่กันไป เนื่องจากการตรวจสอบหลักฐานต้องพิจารณาจากเนื้อหา หรือข้อมูลภายในหลักฐานนั้น และในการวิพากษ์ข้อมูลก็ต้องอาศัยรูปลักษณะของหลักฐานภายนอกประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานหรือวิพากษ์ภายนอก

ขั้นตอนที่ 4 การตีความหลักฐาน 

           การตีความหลักฐาน หมายถึง การพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐานมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึกและรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปของประดิษฐ์กรรมต่างๆเพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงซึ่งอาจแอบแฟงโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

ขั้นตอนที่ 5 การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูล

            จัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้าจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้นลักษณะ ประเภท และความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร์

         ประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่คนในอดีตสร้างเอาไว้ เป้าหมายของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คือ การเข้าใจสังคมในอดีตให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อนำมาเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมปัจจุบัน

การตีความหลักฐาน

                                              การตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
การตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ การพยายามเข้าใจความหมายของข้อสนเทศที่ปรากฎอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งความหมายของข้อสนเทศที่ปรากฎอยู่ในหลักฐานนั้นจะมีอยู่ 2 ระดับด้วยกัน คือ

• ความหมายตามตัวอักษรหรือความหมายตามรูปภายนอก ผู้ศึกษาต้องแน่ใจว่าหลักฐานที่ตนใช้นั้นมีความหมายตรงไปตรงมาว่าอย่างไร ดังตัวอย่างของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ประติมากรรมที่ค้นพบในประเทศไทย ผู้ศึกษาจะต้องรู้ว่าเป็นรูปของพระพุทธรูปหรือรูปพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนา หรือเป็นรูปของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู

• ความหมายที่แท้จริง หลักฐานทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังมีความหมายอื่น ซึ่งเป็นความหมายตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างหลักฐานแฝงอยู่ด้วย ดังเช่น จารึกที่เป็นการบันทึกการทำบุญของกษัตริย์ นอกจากจะมีเจตนารมณ์ที่จะบรรยายการทำบุญสร้างวัดใดวัดหนึ่งของกษัตริย์แล้ว อาจจะยังมีเจตนารมณ์ที่จะประกาศบุญญาอภินิหารของผู้สร้างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ หรือว่าเทวรูปที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดูนั้น อาจไม่ได้เป็นเพียงรูปเคารพในศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพจำลองของกษัตริย์ที่ลวงลับไปแล้วเป็นต้น

การประเมินคุณค่าทางประวัติศาสตร์

วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

        การศึกษาประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาศึกษาวิเคราะห์ ตีความเรื่องราว และตรวจสอบ
ความถูกต้องของเรื่องราวเหตุการณ์นั้น ๆ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวประวัติความเป็นมาของมนุษย์ เรียกว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
ซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้
        1. หลักฐานทางศิลปกรรมและโบราณคดี หลักฐานทางศิลปกรรมที่สำคัญ คือ ศิลปวัตถุแบบอู่ทอง ศิลปวัตถุแบบลพบุรี 
ศิลปวัตถุแบบทวารวดี นอกจากนี้ได้แก่ เงินตรา ซากอิฐปูนของวัดวาอาราม พระพุทธรูป เครื่องใช้ตามบ้านเรือน ฯลฯ
         2. หลักฐานที่เป็นหนังสือเก่านั้นมักจะเขียนลงบนสมุดข่อยหรือใบลาน เช่น ตำนานสิงหนวัติ (เล่าเรื่องตั้งแต่พระเจ้าสิงหน
วัติอพยพมาจากเหนือ)  จามเทวีวงศ์ (เป็นเรื่องเมืองหริภุญไชย)  รัตน์พิมพ์วงศ์ (เป็นตำนานพระแก้วมรกต) สิหิงคุนิทาน (
เป็นประวัติพุทธศาสนาและประวัติเมืองต่าง ๆ ในลานนาไทย)  จุลยุทธ์กาลวงศ์ (เป็นพงศาวดารไทย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง 
ตลอดสมัยอยุธยา)  ตำนานสุวรรณโคมคำ และตำนานมูลศาสนา (เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยก่อนสมัยสุโขทัย) ปัญหาของ
หลักฐานที่เป็นหนังสือเก่า คือ เราไม่ทราบว่าผู้บันทึกเขียนไว้เมื่อไร มีความจริงแค่ไหน และแต่งเติมเพียงใด
         3. หลักฐานที่เป็นศิลาจารึก ศิลาจารึกถือว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญมากในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในระยะเริ่มแรกสมัยสุโขทัย
ที่สำคัญได้แก่ ศิลาจารึกหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหง)  ศิลาจารึกหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ศิลาจารึกหลักที่ 3 (จารึกนครชุม)  
ศิลาจารึกหลักที่ 4 (จารึกวัดป่ามะม่วง)  ศิลาจารึกหลักที่ 8 ข. (จารึกวัดพระมหาธาตุ)  จารึกหลักที่ 24 (จารึกวัดหัวเวียงไชยา)  
จารึกหลักที่ 35 (จารึกดงแม่นางเมือง นครสวรรค์)  จารึกหลักที่ 62 (จารึกวัดพระยืน ลำพูน) ฯลฯ หมายเหตุ ศิลาจารึกให้ลำดับหลักตาม
การค้นพบ ก่อน – หลัง
         4. หลักฐานพวกที่เป็นพงศาวดารพระราชพงศาวดารสยามมีมากมาย แต่ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่
           4.1 พระราชพงศาวดารสยามที่แต่งในสมัยอยุธยา คือ ฉบับหลวงประเสริฐ
           4.2 พระราชพงศาวดารสยามที่แต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ แยกเป็น 3 รัชกาล คือ             
                     4.2.1 ฉบับรัชกาลที่ 1 มี 4 สำนวน คือ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)ฉบับเจ้าพระยาพิพิธพิชัย ฉบับพระพันรัตน์ ฉบับบริติชมิวเซียม
             4.2.2 ฉบับรัชกาลที่ 3 มี 1 สำนวน คือ ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
             4.2.3 ฉบับรัชกาลที่ 4 มี 4 สำนวน คือ ฉบับพระราชหัตถเลขา
         4.3 พระราชพงศาวดารฉบับอื่น ๆ คือ พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) พงศาวดารเหนือ พงศาวดารโยนก
         5. หลักฐานที่เป็นจดหมายเหตุชาวต่างประเทศหลักฐานพวกนี้เป็นหลักฐานภาษาต่างประเทศ เพราะมีชาวยุโรปหลายชาติ
เข้ามาติดต่อในสมัยอยุธยา หลักฐานเหล่านี้อยู่ในรูปของบันทึก จดหมายเหตุ จดหมายถึงผู้บังคับบัญชา จดหมายของข้าราชการและพ่อค้า 
เอกสารทางการทูต บันทึกของมิชชันนารี เช่น จดหมายเหตุของลาลูแบร์ บันทึกของบาดหลวงเดอ ชั่ว สี จดหมายเหตุวันวิลิต 
เอกสารฮอลันดา ฯลฯ อ้างอิงจาก (สุริยันตร์ เชาวน์ปรีชา: เอกสารประกอบ การสัมมนาประวัติพระยาพิชัยดาบหักเพื่อการจัด
ทำหลักสูตรบุคคลสำคัญท้องถิ่น

หลักเกณฑ์การประเมินค่าของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท

       1. การวิเคราะห์และประเมินคุณค่าหลักฐานจากภายใน หมายถึง การตรวจสอบความน่าเชื้อถือของหลักฐานว่า 
มีความน่าเชื่อถือมาก ปานกลาง หรือไม่น่าเชื่อถือทั้งหมด ซึ่งจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และควรตรวจสอบดังนี้
         1.1 ช่วงระยะเวลาของเหตุการณ์และการบันทึก ได้ทันเหตุการณ์ความถูกต้องย่อมมีมากขึ้น
         1.2 จุดมุ่งหมายของผู้บันทึก บางคนตั้งใจบันทึกได้ทันเหตุการณ์ความถูกต้องย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น
         1.3 ผู้บันทึกรู้ในเรื่องราวนั้นจริงหรือไม่ เรื่องราวที่อ้างอิงมาจากบุคคลอื่นหรือเป็นคำพูดของผู้บันทึกเอง
         1.4 คุณสมบัติของผู้บันทึกเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียน สภาพแวดล้อมน่าเชื่อถือหรือไม่ ขณะที่บันทึกนั้นสภาพร่างกายหรือ
จิตใจปกติหรือไม่มีความกดดันทางอารมณ์ หรือถูกบีบบังคับให้เขียนหรือไม่ข้อความในหลักฐานที่อาจเกิดการคัดลอกหรือแปลผิดพลาด
หรือมีการต่อเติมเกิดขึ้น
         1.5 ข้อความนั้นมีอคติเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมหรือไม่
         1.6 วิธีการในการบันทึกใช้วิธีการบันทึกอย่างไร ถี่ถ้วนมีอรรถรสหรือเป็นการบันทึกโดยการสืบหาสาเหตุอย่างเที่ยงธรรม 
ถ้าหากผู้บันทึกใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ จะทำให้เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
       2. การประเมินคุณค่าหลักฐานจากภายนอก เป็นการมุ่งวิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานว่า เป็นของจริงหรือของปลอม ไม่ว่าจะเป็น
บางส่วนหรือทั้งหมด โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบหลักฐานว่าจริงหรือปลอมนั้น ผู้ศึกษา
ไม่สามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ทั้งหมด เพราะต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทางจริง ๆ จึงต้องอาศัยผลงานหรือขอความร่วม
มือจากผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการตรวจสอบหาข้อบกพร่องของ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย


เมื่อศึกษาหนังสือประวัติศาสตร์ไทย มักจะพบว่ามีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยอยู่หลายเรื่องที่ผู้ศึกษาต้องการรู้ในรายละเอียด แต่หาคำตอบได้ค่อนข้างยากว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการมีหลักฐานและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อย และไม่สมบูรณ์ครบถ้วนเหมือนกับบางชาติ เช่น ประเทศจีน ซึ่งมีหลักฐานและข้อมูลที่สมบูรณ์สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้มาก
การที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยมีน้อย อาจเป็นเพราะคนไทยไม่นิยมการจดบันทึกและหลักฐานที่มีอยู่ก็อาจถูกทำลายไปเพราะสงคราม หรือเกิดความเสียหายเพราะอากาศร้อนชื้น หรือขาดการเก็บรักษาที่ดีทำให้หลักฐานชำรุดสูญหายได้
อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะมีอยู่ไม่มาก แต่เราก็สามารถใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ มาช่วยในการทำการศึกษาค้นคว้าได้ เช่น หลักฐานของชาวต่างชาติที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไว้ รวมทั้งหลักฐานประเภทโบรณสถาน โบราณวัตถุ ภาพถ่าย หรือหลักฐานทางโบราณคดี เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประวัติศาสตร์ไทยมีความสำคัญและทรงคุณค่าแก่การศึกษาต่อไป
๑.ลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
๑) หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือ หลักฐานที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนวัสดุที่คงทน เช่น แผ่นหิน ใบลาน กระดาษ เป็นต้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นศิลา จารึก พระราชพงศาวดาร ตำนาน หนังสือราชการ เอกสารส่วนบุคคล บันทึกของชาวต่างชาติ จดหมายเหตุ เป็นต้น ซึ่งจะกล่าวพอสังเขป ดังนี้
(๑) จารึกหรือจาร มีอยู่หลายลักษณะ ที่สลักเป็นตัวอักษรลงบนแผ่นหรือแท่งหิน เรียกว่า “ศิลาจารึก” จารึกลงบนแผ่นทองคำเรียกว่า “จารึกลานทอง” ที่จารึกลงบนแผ่นเงินเรียกว่า “จารึกลานเงิน” ที่จารลงบนใบลานเรียกว่า “หนังสือใบลาน” และยังมีการพบจารึกที่ฐานพระพุทธรูปอีกด้วย
preview_html_m577e7380จารึกลานทอง พบที่วัดส่องคบ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท
จารึกด้วยอักษรขอม – อักษรไทยสมัยอยุธยา พ.ศ.๑๙๕๑
จากจารึกที่มีอยู่หลายลักษณะนั้น จารึกบนแท่งหินหรือศิลาจารึกมีความคงทนมากที่สุด อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ศิลาจารึกย่อมมีการแตกหรือบิ่น ตัวอักษรชำรุดและลบเลือนไปตามกาลเวลา จึงทำให้ข้อมูลบางส่วนขาดหายไป แต่ถือว่าศิลาจารึกมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ เนื่องจากทำขึ้นในช่วงเวลานั้นโดยผู้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับเรื่องนั้นโดยตรง
(๒) พระราชพงศาวดาร เป็นการจดบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ โดยเขียนลงบนสมุดไทย หรือกระดาษของไทยที่ใช้กันในสมัยก่อน การเขียนพระราชพงศาวดารเริ่มขึ้นในสมัยอยุธยาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ ๕ พระราชพงศาวดารที่มีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา เช่น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประดิษฐ์อักษรนิติ์ หรือเรียกกันสั้นๆว่า “ฉบับหลวงประเสริฐฯ” ซึ่งถือเป็นพระราชพงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดที่มีเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับบริติชมิวเซียม ซึ่งตั้งชื่อตามสถานที่พบ คือ บริติชมิวเซียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เพราะมีพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปรากฏอยู่ เนื่องจากทรงร่วมชำระด้วย เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๕ เช่น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ เป็นต้น
(๓) ตำนาน หมายถึง การเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของบุคคล โบราณสถาน โบราณวัตถุในอดีตที่สืบทอดต่อกันมา โดยการบอกเล่า จดจำ และมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในภายหลัง สำหรับเรื่องราวที่เล่ามีทั้งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น ตำนานมูลศาสนา สังคีติยวงศ์รัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) สิหิงคนิทาน (ตำนานพระพุทธสิหิงค์) หรือเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่ เช่น ตำนานจามเทวีวงศ์ ตำนานเมืองเงินยาง เชียงแสน ำนานอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) หรือเกี่ยวกับนิทาน ความเชื่อ ซึ่งอาจมีเค้าความจริงทางประวัติศาสตร์อยู่บ้าง โดยอาจเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ วีรบุรุษ บ้านเมือง สถานที่ในแต่ละยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกัน เช่น เรื่องพระร่วง ท้าวแสนปม เป็นต้น
ตำนานจัดว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์น้อย เพราะไม่ทราบว่าใครแต่ง หรือแต่งขึ้นเมื่อใด และมีหลักฐานอ้างอิงอย่างไร รวมทั้งความไม่แน่นอนชัดเจนของตัวบุคคล เวลา และสถานที่ที่กล่าวถึง นอกจานี้ การเล่าต่อๆกันมาอาจมีการแต่งเติมในภายหลัง ซึ่งอาจทำให้เรื่องที่เล่าในแต่ละครั้งเปลี่ยนแปลงไปได้
(๔) เอกสารส่วนบุคล เป็นบันทึกส่วนตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ ถือว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีประโยชน์มาก เอกสารส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี และบันทึกของคณะราษฎรหลายท่านที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้น
(๕) หนังสือราชการ เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการด้านการจัดการปกครองที่ทางรัฐมีต่อส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หนังสือราชการมีอยู่หลายลักษณะ เช่น หมายรับสั่ง หนังสือสั่งราชการ รายงานการประชุมต่างๆ พระบรมราโชวาท เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ เพราะเป็นบันทึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง
หนังสือราชการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นของสมัยรัตนโกสินทร์เกือบทั้งสิ้น ส่วนหนังสือราชการที่มีมาแต่ครั้งโบราณได้สูญหายไปเกือบหมดแล้ว โดยหนังสือราชการที่เป็นสมุดไทยที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันจะเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ส่วนหนังสือราชการที่เป็นสมุดฝรั่ง โดยเฉพาะตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา เก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
(๖) บันทึกของชาวต่างชาติ เป็นเอกสารของชาวต่างชาติที่เขียนหรือบันทึกเกี่ยวกับเมืองไทย อาจอยู่ในรูปของบันทึกประจำวัน การเล่าเรื่อง หรือจดหมายเหตุ ซึ่งนับว่ามีคุณค่ามากในทางประวัติศาสตร์ โดยบางเรื่องอาจให้ข้อมูลนอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว หรือบางเรื่องอาจเป็นการเสริมข้อมูลที่ไทยมีอยู่ เช่น บันทึกของชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นบันทึกของจีน โปรตุเกส ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น รายงานของพ่อค้า นักการทูต นักผจญภัย หมอสอนศาสนา ซึ่งให้ประโยชน์เป็นอย่างมากเกี่ยวกับอยุธยา หรือสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น จดหมายเหตุลาลูแบร์ของซิมองค์ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในเมืองไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เล่าเรื่องกรุงสยามของบาทหลวงปาลเลอกัวซ์ มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ เป็นต้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น จัดว่าเป็นตัวอย่างหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่ถือว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และใช้ศึกษาค้นคว้านอกเหนือจากหลักฐานของไทยที่มีอยู่แต่เดิม
ตัวอย่างหลักฐานลายลักษณ์อักษรสมัยต่างๆ
ตัวอย่างหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทยมีแตกต่างกัน ได้แก่
ตัวอย่างหลักฐานลายลักษณ์อักษรจำแนกตามสมัย
สมัยสุโขทัย หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่พบมากค ือ ศิลาจารึก เช่น ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือศิลาจารึกพ่อขุนรายคำแหง ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ หรือศิลาจารึกวัดศรีชุม ศิลาจารึกหลักที่ ๓ หรือศิลาจารึกนครชุม ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ศิลาจารึกวัดอโสการาม ศิลาจารึกวัดบูรพาราม ศิลาจารึกวัดเขากบ เป็นต้น
สมัยอยุธยา หลักฐานลายลักษณ์อักษรสมัยอยุธยา คือ พระราชพงศาวดารซึ่งเขียนลงบนสมุดไทย สมุดไทยบางฉบับยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบัน เช่น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ หลักฐานลายลักษณ์อักษรอื่นๆ สมัยอยุธยา เช่น กฎหมายสมัยอยุธยา (กฎหมายตราสามดวง) เอกสารคำให้การของคนสมัยอยุธยา เช่น คำให้การขุนหลวงหาวัด บันทึกของชาวต่างชาติ เช่น จดหมายเหตุลา ลูแบร์ หรือพ่อค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพระราชพงศาวดารของเพื่อนบ้านที่กล่าวถึงเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา เช่น พระราชพงศาวดารของพม่า เขมร เป็นต้น
สมัยธนบุรี หลักฐานลายลักษณ์อักษรสมัยธนบุรีที่สำคัญ คือ พระราชพงศาวดาร เอกสาราชการ เช่น หมายรับสั่ง จดหมายเหตุโหร บันทึกของต่างชาติ เช่น ทางการจีนบันทึกเรื่องราวการติดต่อกับไทยสมัยธนบุรีไว้ รวมทั้งบันทึกของมิชชันนารีชาวตะวันตก เป็นต้น
สมัยรัตนโกสินทร์ หลักฐานลายลักษณ์อักษรในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑-๕ หมายรับสั่ง หนังสือสั่งราชการ จดหมายเหตุรายวันทัพ เอกสารการประชุม เช่น รายงานการประชุมเสนาบดีสภารัชกาลที่ ๕ รายงานการประชุมอภิรัฐมนตรีสมัยรัชกาลที่ ๗ เอกสารส่วนบุคคล เช่น จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (สมัยรัชาลที่ ๑) พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน รัชกาลที่ ๕ , ๖ และ ๗ บันทึกของบุคคลในคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เช่น บันทึกของพระยาทรงสุรเดช เอกสารที่เขียนโดยชาวต่างชาติ เช่น บันทึกของเซฮร จอห์น เบาว์ริง ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาสมัยต้นรัชกาลที่ ๔ หนังสือพิมพ์ เช่น บางกอกรีคอร์เดอร์ เป็นต้น
๒) หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานประเภทโบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจัดว่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่า และสามารถใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น และมนุษย์รู้จักนำเอาเทคโนโลยีอันทันสมัยเหล่านี้มาใช้ในการบันทึกเหตุการณ์ สถานที่ ทั้งที่เป็นภาพเสียง หรือทั้งภาพและเสียง เช่น ภาพถ่าย แถบบันทึกเสียง วีดิทัศน์ รายงานข่าวของสื่อมวลชน เป็นต้น ซึ่งจัดว่าเป็นหลักฐานที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสามารถเก็บรายละเอียดของเหตุการณ์ สถานที่ได้เป็นอย่างดีก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ควรใช้หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกับหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรประเภทอื่นๆ และควรมีการตรวจสอบด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด
๒.ประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นร่องรอยของมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่จากอดีต หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีทั้งวัตถุ เอกสาร จารึก โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้
๑) หลักฐานชั้นต้น หรือหลักฐานปฐมภูมิ คือหลักฐานที่เป็นของร่วมสมัย เช่น เอกสารหรือบันทึกที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นโดยตรง เช่น ภาพถ่ายวัตุร่วมสมัย เช่ย โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ จารึก เป็นต้น ดังนั้น หลักฐานชั้นต้นจึงถือว่ามีความน่าเชื่อถือมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาควรมีความระมัดระวังในการใช้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหลักฐานบางอย่างมักจะกล่าวถึงแต่เรื่องราวในด้านดีหรือไม่เป็นกลาง โดยใส่อคติลงไปในการเขียน ดังนั้น เพื่อให้เรื่องราวมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จึงต้องมีการตรวจสอบ ประเมินหลักฐาน โดยใช้วิธีการทางประวัติศาตร์
๒) หลักฐานชั้นรอง หรือหลักฐานทุติยภูมิ คือ หลักฐานที่เขียนขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น โดยผู้บันทึกอาจได้ยินคำบอกเล่าผ่านบุคคลอื่น หรือเป็นหลักฐานที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่อาศัยข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น เช่น หนังสือ งานวิจัย บทความ รวมทั้งหลักฐานที่ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร เช่น ภาพยนตร์ ละคร ข่าวโทรทัศน์ เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า หลักฐานทั้งสองประเภทสามารถใช้เป็นข้อมูลได้ทั้งหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง ซึ่งในการศึกษาค้นคว้าหลักฐานจะต้องมีการตรวจสอบและประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานนั้นๆ เสียก่อน เนื่องจากหลักฐานทั้ง ๒ ประเภท อาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและบิดเบือนไปจากความเป็นจริงได้
๓.ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
แม้ว่าหลักฐานทางประวัติศาตร์จะไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ก็มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาก เพราะหลักฐานข้อมูลทั้งหลายทำหรือเขียนขึ้นโดยผู้เกี่ยวข้องโดยตรง หรือมีความใกล้ชิดกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ หลักฐานข้อมูลเหล่านั้นยังสะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนความเชื่อของคนในสมัยก่อนด้วย
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะช่วยกันเก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้ให้ดี รวมทั้งช่วยกันสืบค้นว่ายังมีหลักฐานของไทยเก็บไว้อยู่ที่ใดอีกหรือไม่ เพื่อจะได้นำมาศึกษาค้นคว้าและเผบแพร่ต่อไป อันจะช่วยทำให้ประวัติศาสตร์มีความชัดเจน ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
สำหรับหลักฐานของชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย ก็สามารถให้ข้อมูลที่หลากหลายมากกว่าพงศาวดารหรือตำนาน แต่ถึงแม้จะมีความสำคัญมากเพียงใดก็ตาม เมื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยก็ควรคำนึงว่า ชาวต่างชาติมีความแตกต่างจากคนไทยทั้งทางด้านศาสนา วัฒนธรรมประเพณี โลกทัศน์ วิถีชีวิต ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่ได้มีการบันทึกไว้จึงเป็นมุมมองของชาวต่างชาติที่แตกต่างไปจากคนไทย โดยเรื่องหรือเหตุการณ์ที่คนไทยปฏิบัติกันเป็นปกติ อาจกลายเป็นเรื่องไม่ดีในสายตาของชาวต่างชาติก็เป็นได้
๔.แหล่งรวบรวมหลักฐานประวัติศาสตร์ไทย
แหล่งรวบรวมหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยที่สำคัญ คือ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติทั้งในกรุงเทพมหานาคร และต่างจังหวัด ซึง่รวบรวมเอกสาร ตัวเขียนที่เป็นสมุดฝรั่ง ภาพถ่ายเก่า ส่วนสำนักหอสมุดแห่งชาติเป็นที่เก็บเอกสารตัวเขียนที่เป็นสมุดไทย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้งในพระนครและต่างจังหวัดเป็นสถานที่ที่มีศิลาจารึก โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเก็บไว้จำนวนมาก นอกจากนี้หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยต่างๆ บางแห่งก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เก็บไว้เช่นกัน
หลักฐานทางประวัติศาตร์ไทยส่วนหนึ่งมีการพิมพ์เผยแพร่โดยหลายหน่วยงาน ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้า รวมทั้งมีการปริวรรตหรือถอดเป็นภาษาปัจจุบันด้วย หน่วยงานสำคัญที่เป็นแหล่งพิมพ์เผยแพร่หลักฐานประวัติศาสตร์ไทย คือ กรมศิลปากร คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยต่างๆ ตลอดจนสำนักพิมพ์เอกชนทั้งหลาย
การใช้หลักฐานทางประวัติศาตร์ที่เป็นหลักฐานชั้นต้นใช้ได้สะดวกพอสมควร แต่บางส่วนอาจใช้จากฉบับสำเนา เพราะต้นฉบับเดิมกระดาษกรอบและขาดง่าย เนื่องจากอากาศร้อนชื้นและมีอายุมาก ดังนั้น การใช้จึงต้องระมัดระวัง และต้องช่วยกันถนอมรักษา เพราะหลักฐานหล่านี้เป็นสมบัติที่สำคัญของชาติ ไม่สามารถจะหามาใหม่ทดแทนได้

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีการทางประวัติศาสตร์

วิธีการทางประวัติศาสตร์
        เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแห่งประวัติศาสตร์ ได้นำคำว่า ประวัติศาสตร์ history มาจากคำในภาษากรีกว่า historeo ที่แปลว่า การถักทอ มาเขียนเป็นชื่อเรื่องราวการทำสงครามระหว่างเปอร์เซียกับกรีก โดยใช้หลักฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูล ในการเขียนเป็นเรื่องราว ซึ่งคล้ายกับการถักทอผืนผ้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการ เฮโรโดตัส Herodotus จึงเป็น นักประวัติศาสตร์คนแรก ที่นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพื่อเขียนเป็นเรื่องราว อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อาจมีผู้สงสัยว่ามีทางเป็นไปได้หรือไม่และจะศึกษากันอย่างไร เนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมาก จนสุดวิสัยที่คนปัจจุบันจะจำเรื่องราวหรือศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง นักประวัติศาสตร์ ได้อาศัยร่องรอยในอดีตเป็นข้อมูลในการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่ว่านี้เรียกว่า หลักฐานประวัติศาสตร์  

วิธีการทางประวัติศาสตร์

           การศึกษาประวัติศาสตร์ มีปัญหาที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ อดีตที่มีการฟื้นหรือจำลองขึ้นมาใหม่นั้น มีความถูกต้องสมบูรณ์และเชื่อถือได้เพียงใด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่นำมาใช้ เป็นข้อมูลนั้น มีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เพราะเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มีอยู่มากมายเกินกว่าที่จะศึกษาหรือจดจำได้หมด แต่หลักฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอาจมีเพียงบางส่วน
          ดังนั้น วิธีการทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ หรือผู้ที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะได้นำไปใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ลำเอียง และเกิดความน่าเชื่อถือได้มากที่สุด

          ในการสืบค้น ค้นคว้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีอยู่หลายวิธี เช่น จากหลักฐานทางวัตถุที่ขุดค้นพบ หลักฐานที่เป็นการบันทึกลายลักษณ์อักษร หลักฐานจากคำบอกเล่า ซึ่งการรวบรวมเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ เรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์
            วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ การรวบรวม พิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์และตีความจากหลักฐานแล้วนำมาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีต ว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เกิดและคลี่คลายอย่างไร ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์
ขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมาย
          ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมาย เป็นขั้นตอนแรก นักประวัติศาสตร์ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะศึกษาอะไร อดีตส่วนไหน สมัยอะไร และเพราะเหตุใด เป็นการตั้งคำถามที่ต้องการศึกษา นักประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการอ่าน การสังเกต และควรต้องมีความรู้กว้างๆ ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนั้นๆมาก่อนบ้าง ซึ่งคำถามหลักที่นักประวัติศาสตร์ควรคำนึงอยู่ตลอดเวลาก็คือทำไมและเกิดขึ้นอย่างไร
ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล 
        หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีทั้งที่เป็นหลักฐานชั้นต้น(ปฐมภูมิ) และหลักฐานชั้นรอง(ทุติยภูมิ)
        การรวบรวมข้อมูลนั้น หลักฐานชั้นต้นมีความสำคัญ และความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรอง แต่หลักฐานชั้นรองอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายกว่าหลักฐานชั้นต้น
        ในการรวบรวมข้อมูลประเภทต่างๆดังกล่าวข้างต้น ควรเริ่มต้นจากหลักฐานชั้นรองแล้วจึงศึกษาหลักฐานชั้นต้น ถ้าเป็นหลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรเริ่มต้นจากผลการศึกษาของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ก่อนไปศึกษาจากของจริงหรือสถานที่จริง
        การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดีควรใช้ข้อมูลหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าผู้ศึกษาต้องการศึกษาเรื่องอะไร ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ทั้งข้อมูลและแหล่งข้อมูลให้สมบูรณ์และถูกต้อง เพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
        วิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ คือ การตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลในหลักฐานเหล่านั้นว่า มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานและวิพากษ์ข้อมูลโดยขั้นตอนทั้งสองจะกระทำควบคู่กันไป เนื่องจากการตรวจสอบหลักฐานต้องพิจารณาจากเนื้อหา หรือข้อมูลภายในหลักฐานนั้น และในการวิพากษ์ข้อมูลก็ต้องอาศัยรูปลักษณะของหลักฐานภายนอกประกอบด้วยการวิพากษ์หลักฐานหรือวิพากษ์ภายนอก
        การวิพากษ์หลักฐาน (external criticism) คือ  การพิจารณาตรวจสอบหลักฐานที่ได้คัดเลือกไว้แต่ละชิ้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่เป็นเพียงการประเมินตัวหลักฐาน มิได้มุ่งที่ข้อมูลในหลักฐาน ดังนั้นขั้นตอนนี้เป็นการสกัดหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือออกไปการวิพากษ์ข้อมูลหรือวิพากษ์ภายใน
        การวิพากษ์ข้อมูล (internal criticism) คือ การพิจารณาเนื้อหาหรือความหมายที่แสดงออกในหลักฐาน เพื่อประเมินว่าน่าเชื่อถือเพียงใด โดยเน้นถึงความถูกต้อง คุณค่า ตลอดจนความหมายที่แท้จริง ซึ่งนับว่ามีความสำคัญต่อการประเมินหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะข้อมูลในเอกสารมีทั้งที่คลาดเคลื่อน และมีอคติของผู้บันทึกแฝงอยู่ หากนักประวัติศาสตร์ละเลยการวิพากษ์ข้อมูลผลที่ออกมาอาจจะผิดพลาดจากความเป็นจริง 
ขั้นตอนที่ 4 การตีความหลักฐาน 
        การตีความหลักฐาน หมายถึง การพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐานมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึกและรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปของประดิษฐกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงซึ่งอาจแอบแฟงโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
        ในการตีความหลักฐาน นักประวัติศาสตร์จึงต้องพยายามจับความหมายจากสำนวนโวหาร ทัศนคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้เขียนและสังคมในยุคสมัยนั้นประกอบด้วย เพื่อทีจะได้ทราบว่าถ้อยความนั้นนอกจากจะหมายความตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายที่แท้จริงอะไรแฝงอยู่
ขั้นตอนที่ 5 การสังเคราะห์ข้อมูล
          
ขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้าจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น
ในขั้นตอนนี้ ผู้ศึกษาจะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกันควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน จากนั้นจึงนำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความต่อเนื่อง โดยอธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็นเหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
สรุปวิธีการทางประวัติศาสตร์
        วิธีการทางประวัติศาสตร์กับการศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

ขั้นตอนของวิธีการทางปประวัติศาสตร์

1. การกำหนดประเด็นปัญหา
        เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การค้นคว้าและสืบค้นข้อมูลต่างๆ

2. การรวบรวมหลักฐาน
        เป็นการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายและแตกต่างกัน เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวที่ต้องการศึกษาค้นคว้า

3. การวิเคราะห์ การตีความและการประเมินหลักฐาน
        เป็นการตรวจสอบหลักฐาน โดยเน้นวิเคราะห์และตีความเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับมากที่สุด

4. การสรุปและเชื่อมโยงข้อเท็จจริง 
        เป็นการประมวลข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์

5. การนำเสนิข้อเท็จจริง
        นำเสนอข้อเท็จจริงที่ได้จากการศึกษามาเรียบเรียงและอธิบายอย่างสมเหตุสมผล โดยจะต้องบอกที่มาของหลักฐานหรือแหล่งข้อมูลอย่างถูกต้องและเปิดเผย เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
        สมัยรัตนโกสินทร์เป็นสมัยที่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจากอดีตมาถึงปัจจุบันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนหน้านี้ ย่อมส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาเหตุการณ์สำคัญ สามารถศึกษาจากหลักฐานที่เป็นเอกสารต่างๆ จำนวนมากเพื่อให้เข้าใจข้อมูลได้อย่างถูกต้องชัดเจน



ยินดีที่แวะมาเยี่ยม web blog ทักษะการจัดการความรู้ (KM) ทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับผู้เรียนศตวรรษที่ 21 วิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ โรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม ขอบคุณคุณครูชาญวิทย์ ปรีชาพาณิชพัฒนา และเพื่อนๆ ที่แนะนำให้คำปรึกษา